หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

19/09/2018 Admin

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม

หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดนครปฐมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

ซึ่งมีประวัติจากคำบอกเล่า หรือที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” สืบต่อกันมาหลายตำนาน กล่าวคือ

ตำนานที่๑ ครั้งเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ชาวเมืองนครไชยศรี ได้มาตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน ได้เข้าไปในพระอุโบสถวัดไร่ขิง หลังจากกราบพระประธานแล้ว มีความเห็นว่า พระประธานมีขนาดเล็กเกินไป จึงบอกให้ท่านเจ้าอาวาสพร้อมชาวบ้านไปอัญเชิญมาจากวัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยวางลงบนแบบไม้ไผ่และนำล่องมาตามลำน้ำ และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในพระอุโสถ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ วันสงกรานต์พอดี

ตำนานที่๒ วัดไร่ขิงสร้างขึ้นเมื่อปีกุน พุทธศักราชที่ ๒๓๙๔ ตรงกับปีสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ต้นปีในรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งเป็นชาวเมืองชาวเมืองนครไชยศรีในขณะนั้น ดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะที่ “พระธรรมราชานุวัตร” ปกครองอยู่ที่วัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กลับมามาสร้างวัดที่บ้านเกิดของตนที่ไร่ขิง เมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งจากกรุงเก่า มาเพื่อประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ แต่การสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จฯได้ถึงแก่มรณภาพก่อน งานที่คงเหลืออยู่พระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺทโชโต) หลานชายของท่าน จึงดำเนินงานต่อจนเรียบร้อย และบูรณะดูแลมาโดยตลอดจนถึงแก่มรณะภาพ

หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

ตำนานที่๓ ในส่วนของตำนานที่๓ เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับมีพระพุทธรูปลอยน้ำมา ๕ องค์ก็มี โดยเฉพาะในเรื่องที่เล่าว่ามี ๕ องค์นั้น ตรงกับคำว่า “ปัญจภาคี ปาฏิหาริยกสินธุ์โน” ซึ่งได้เล่าเป็นนิทานว่าในกาลครั้งหนึ่ง มีพี่น้องชาวเมืองเหนือ ๕ คน ได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน มีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันนั้งสัตย์อธิษฐานว่า เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยให้สัตว์โลกได้พ้นทุกข์ แม้จะตายไปแล้วก็จะขอสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน ครั้นพระอริยบุคคลทั้ง ๕ องค์ ได้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็เข้าไปสถิตในพระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์ จะมีความปรารถนาที่จะช่วยคนทางเมืองใต้ ที่อยู่ติดริมแม่น้ำให้ได้พ้นทุกข์ จึงได้พากันลอยน้ำลงมาตามลำแม่น้ำทั้ง ๕ สาย เมื่อชาวบ้านตามเมืองที่ติดอยู่ริมแม่น้ำเห็น จึงได้อัญเชิญและประดิษฐานไว้ตามวัดต่างๆ มีดังนี้

หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

พระพุทธรูปองค์ที่ ๑ ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกง ขึ้นสถิตที่วัดโสธรวรวิหาร เมืองแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกกันว่า “หลวงพ่อโสธร”

พระพุทธรูปองค์ที่ ๒ ลอยไปตามแม่น้ำนครไชยศรี (ท่าจีน) ขึ้นสถิตที่วัดไร่ขิง เมืองนครไชยศรี เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”

พระพุทธรูปองค์ที่ ๓ ลอยไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นสถิตที่วัดบางพลี เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดบางพลี” แต่บางตำนานก็เล่าว่าหลวงพ่อบางพลีเป็นพระองค์แรกในจำนวน ๕ องค์ จึงเรียกว่า “หลวงพ่อโตวัดบางพลี”

พระพุทธรูปองค์ที่ ๔ ลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นสถิตที่วัดบ้านแหลม เมืองแม่กลอง เรียกว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”

พระพุทธรูปองค์ที่ ๕ ลอยไปตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา เมืองเพชรบุรี เรียกว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา”

ส่วนตำนานของเมืองนครปฐมนั้นเล่าว่า มีพระ ๓ องค์ ลอยน้ำมาพร้อมกัน และแสดงปาฏิหาริย์จะเข้าไปยังบ้านศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ จึงได้เรียกตำบลนั้นว่า “บางพระ” พระพุทธรูป ๓ องค์ ลอยไปจนถึงปากน้ำท่าจีน แล้วกลับลอยทวนน้ำขึ้นมาใหม่ จึงเรียกตำบลนั้นว่า “สามประทวน” หรือ “สัมประทวน” แต่เนื่องจากตำบลที่ชาวบ้านพากันไปชักพระขึ้นฝั่ง เพื่อประดิษฐาน ณ หมู่บ้าน ของตน แต่ทำไม่สำเร็จ ต้องเปียกฝนและตากแดดตากลม จึงได้ชื่อว่า “บ้านลานตากฟ้า” และ “บ้านลานตากแดด”

หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

ในที่สุดพระพุทธรูปองค์แรกจึงยอมสถิต ณ วัดไร่ขิง ส่วนองค์ที่ ๒ ลอยน้ำไปแล้ว สถิตขึ้นที่วัดบ้านแหลมจังหวัดสมุทรสงคราม เรียกว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม” และองค์ที่ ๓ ลอยตามน้ำไปตามจังหวัดเพชรบุรี แล้วขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา เรียกว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลวงพ่อในระยะเวลาที่ตรงกันถึง ๓ วัดได้แก่

หลวงพ่อวัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา จะจัดงานตรงกับกลางเดือน ๕ โดยนับตามวันทางจันทรคติจำนวน ๓ วัน ๓ คืน ตั้งแต่ขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ เพราะถือว่าเป็นวันที่อัญเชิญหลวงพ่อขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ หลวงพ่อวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) จังหวัดนครปฐม ทางวัดจัดให้มีงานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง ในกลางเดือน ๕ ทางจันทรคติ แต่เนื่องด้วยตรงกับวันสงกรานต์พอดี การนับทางสุริยคติและทางจันทรคติไม่ตรงกัน ทางวัดจึงยึดถือเอากลางเดือน ๕ เป็นวันจัดงาน

หลวงพ่อวัดโสธรวรารามวรวิหาร

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร จังหวัดสมุทรสงคราม ทางวัดจัดให้มีงานในเทศกาลสงกรานต์ ตามปีปฏิทินทางสุริยคติ ถ้าเทียบทางจันทรคติก็อยู่ในเดือน ๕ อีกเช่นกัน พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปัญญา อินฺทปญฺโญ) กล่าวไว้ว่า เคยได้ยินคำบอกเล่าสืบมาว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพี่น้องกับหลวงพ่อพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และหลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จังหวัดสมุทรสงคราม เพราะว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาที่ได้นำเอาเครื่องสักการบูชาไปถวาย ดูคล้ายๆกันจึงมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นพี่น้องกัน

นอกจากนี้ ยังมีตำนานความเชื่อในเรื่องลูกศิษย์หลวงพ่อวัดไร่ขิงอีก ๒ ท่าน ซึ่งไม่มีตัวตน แต่มีหน้าที่คอยดูแลรับใช้หลวงพ่อเรียกกันว่า “พี่จุก” และ “พี่แกละ” ศิษย์ทั้งสองนี้เล่ากันว่าชอบว่าวและประทัดมาก จึงเป็นที่มาของการถวายสิ่งของดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ช่วยทำให้มีความกระจ่างมากขึ้น ไม่ใช่หลวงพ่อชอบเล่นว่าวหรือประทัดแต่อย่างใด

หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๒ นิ้วเศษ สูง ๔ ศอก ๑๖ นิ้วเศษ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ๕ ชั้น เบื้องหน้ามีผ้าทิพย์ปูทอดลงมา องค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงประดิษฐานเป็นพุทธประธานอยู่ภายในพระอุโบสถ หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร (เหนือ) ซึ่งหน้าวัดมีแม่น้ำนครชัยชัยศรีหรือแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน จากหนังสือประวัติของวัดไร่ขิงได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ได้อัญเชิญมาจากวัดศาลาปูนวรวิหาร โดยนำล่องมาทางน้ำด้วยการทำแพไม้ไผ่ หรือที่เรียกกันว่า แพลูกบวบรองรับองค์พระปฏิมากร

หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

เมื่อถึงหน้าวัดไร่ขิง จึงได้อันเชิญขึ้นไปประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถ ซึ่งตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ และเป็นวันสงกรานต์พอดี จึงมีประชาชนมาชุมนุมกันมาก ในขณะที่องค์หลวงพ่อขึ้นมาจากแพสู่ปะรำพิธีนั้น เกิดอัศจรรย์แสงแดดที่แผดจ้ากลับพลันหายไป ความร้อนระอุในวันสงกรานต์ก็บังเกิดมีเมฆดำมืดทะมึน ลมปั่นป่วน ฟ้าคะนองและบันดาลให้ฝนโปรยลงมา

ทำให้เกิดความเย็นฉ่ำและเกิดความมีปีติยินดีกันทั่วหน้า ผู้ที่มาต่างก็พากันตั้งจิตอธิษฐานเป็นอันเดียวกันว่า “หลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขดับความร้อนร้ายคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร ฉะนั้น” ดังนั้น วันดังกล่าวซึ่งตรงกับวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยทางวัดจึงได้ถือเป็นวันสำคัญและได้จัดให้มีงานเทศกาลนมัสการปิดทองประจำปีหลวงพ่อวัดไร่ขิง สืบต่อมาถึงทุกวันนี้

หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครปฐม

ส่วนเรื่องขององค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้น มีผู้แสดงความคิดเห็นออกเป็นหลายอย่าง กล่าวคือ บางคนก็ไม่เชื่อว่านำมาจากวัดศาลาปูนวรวิหาร เพราะองค์พระมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำเอาออกมาจากประตูพระอุโบสถวัดศาลาปูนวรวิหาร บางคนก็ว่าองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงมีพุทธลักษณะที่งดงามเกินกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นใดทั้งหมดภายในพระอุโบสถวัดศาลาปูนวรวิหาร จึงเป็นไปได้ยากที่ชาวอยุธยาจะยินยอมให้ยกมา และบางคนก็ว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระประธานประจำวัดไร่ขิงมาก่อนที่สดเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) จะมาสร้างวัดขึ้นในภายหลัง

นอกจากนี้ บางคนก็เชื่อว่าองค์หลวงพ่อได้ถูกอัญเชิญมาจากวัดศาลาปูนวรวิหารจริง แต่มีขนาดย่อมลงมา ภายหลังจึงได้มีการก่อปูนสร้างครอบองค์เดิมเอาไว้ อนึ่ง องค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปัญญา อินทฺปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิงสร้างด้วยเนื้อสำริดหรือเนื้อโลหะผสม เนื่องด้วยถ้าองค์พระพุทธรูปสร้างด้วยปูนจริง เมื่อครั้งที่เคยอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนขึ้นไปปิดทองบนองค์พระได้นั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยืนบนพระหัตถ์บ้าง พระเพลาบ้าง

Tags : , , , , , , ,
Leave Comment